วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551

ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง


เครื่องปรุง

1. ไข่ไก่(เบอร์ 1) 3 ฟอง
2. น้ำเปล่า
3. ปูอัด 3-4 แท่ง(หั่นแทยง)
4. แครอทหั่นลูกเต๋าเล็ก 2 ช้อนโต๊ะ
หั่นแท่งเล็กน้อย
5. ต้นหอมซอย เล็กน้อย
6. ซิอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
7. ซอสปรุงรส 2 ช้อนชา
8. น้ำปลา 1/2 ช้อนโต๊ะ


ส่วนผสม

1. ใส่น้ำในลังถึง จากนั้นนำลังถึงตั้งไฟ ระหว่างรอน้ำเดือด ตอกไข่ใส่ชาม ใช้ซ่อมตีไข่ให้ไข่แดงและไข่ขาวเข้ากัน ปรุงรสด้วย ซิอิ๊วขาว ซอสปรุงรส และน้ำปลา จากนั้นค่อยๆ เติมน้ำเปล่าลงไป คนให้เข้ากัน ใส่ปูอัดและแครอท ที่หั่นเตรียมไว้ส่วนหนึ่งลงในชาม แบ่งไว้ส่วนหนึ่ง เอาไว้แต่งหน้า จากภาพจะเห็นแครอทลอยอยู่บนไข่ ส่วนปูอัดจะจมอยู่ด้านล่างค่ะ

2. พอน้ำเดือด นำชามไข่ที่เตรียมไว้ ใส่ในลังถึงปิดฝา ใช้ไฟปานกลาง นึ่งประมาณ 20 นาที เมื่อไข่สุกจะได้ไข่ตุ๋นหน้าตาประมาณในภาพ ถึงขั้นตอนนี้อาจจะยังไม่ต้องให้ไข่สุก ทั้ง 100 % ก็ได้ค่ะ เพราะเดี๋ยวต้องแต่งหน้าแล้วนึ่งต่ออีก เอาเป็นว่าให้เกือบสุกก็แล้วกัน

เวลาที่ใช้ในการนึ่งจะไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับไข่ว่าเป็นไข่ที่ออกจากตู้เย็นหรือเปล่า และไฟที่ใช้บางทีอาจจะไม่เท่ากัน แต่ที่สำคัญ เวลาใส่ชามไข่ในลังถึง ต้องรอให้น้ำเดือดก่อนค่ะ

3. แต่งหน้าไข่ตุ๋นด้วย ปูอัด โรยแครอทแบบแท่ง ต้นหอมหั่นฝอย จากนั้นปิดฝาลังถึง นึ่งต่อประมาณ 2-3 นาที ให้ปูอัดและผักสุก ยกเสิร์พ ทานร้อนๆ อร่อยมากขอบอก

วิธีทดสอบว่าไข่สุกแล้วหรือยัง ให้ใช้ช้อนหรือซ่อมแทงลงไปที่เนื้อไข่ จิ้มลงไปเบาๆ ก็พอนะคะ ไม่ใช่กวนไข่ ถ้าไข่สุกเนื้อไข่จะเกาะกันดี หากเป็นน้ำสีไข่ดิบไหลขึ้นมา ก็แสดงว่าอาจจะยังสุกไม่ทั่วดี ปิดฝานึ่งต่ออีกหน่อยค่ะ


วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2551

ยำสามสาว


เครื่องปรุง

- ปลาซาดีน 1 กระป๋อง
- ผักกาดดองเค็มหั่นเต๋า 1 ซอง
- หอมแดงซอย 3 หัว
- พริกขี้หนูสับ 10 เม็ด
- ตะไคร้ซอย 1 ต้น
- น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
- แตงกวาหั่นเต๋า 1 ลูก
- ข้าวตังทอด 10-20 ชิ้น
- ผักชีซอย Coriander พอประมาณ

วิธีทำ

1.ในชามผสม ใส่ปลาซาดีน ผักกาดดอง แตงกวา หอมแดง ตะไคร้ซอย

พริกขี้หนูสับ ผสมให้เข้ากัน

2.ปรุงรสด้วย น้ำปลาและน้ำมะนาว

3.ตักส่วนผสมที่ได้ลงบนข้าวตัง โรยหน้าด้วยผักชี จัดลงจานเสิร์ฟเป็น

ออร์เดิร์ฟ.

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551

แกงเทโพ


    ส่วนผสม

    • ผักบุ้งจีนหั่นทอน
    • ไก่ (ปริมาณตามความชอบ)
    • มะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะพูนๆ (แบบที่ขายๆเป็นกระปุกก็ได้)
    • กะทิ 1 กระป๋อง (ที่ว่าอร่อยที่สุดคือยี่ห้อนี้ค่ะ AROY-D ข้นหวานอร่อย โดยเฉพาะแบบที่ใช้ทำของหวาน)
    • พริกแกงแดง 1 ช้อนโต้ะพูนๆ
      (ที่ว่าอร่อยและสะดวกก็แม่ศรีแบบกระป๋องจิ๋ว กำลังดีไม่เผ็ดมาก เปิดทีใหม่สดด้วย แต่น้ำพริกแกงเขียวหวานแม่ศรีเผ็ดมากขอบอก
      หากไม่มีเอาน้ำพริกแพนง มาแทนได้)
    • น้ำตาล ซอสปรุงรส เกลือ ไว้ปรุงแต่รสก่อนเสิร์ฟ

    วิธีทำ

    • ตั้งเตา เทกะทิทั้งกระป๋อง กับไก่ที่หั่นไว้เรียบร้อย พร้อมใส่มะขามเปียก
    • ต้มกะทิกับไก่และมะขามเปียกไปพร้อมกันเลยจนเริ่มปุดๆ ก็ใส่เครื่องแกงแดง
    • คนให้เข้าๆกัน แล้วตามด้วยผักบุ้ง (ระวังน้ำผักบุ้งออกด้วย) ปรุงรสตามชอบ

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2551

สูตรไข่ตุ๋นทรงเครื่อง



“ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง”
เป็นอาหารเช้า ถือว่าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหาร
และมีประโยชน์กับเจ้าตัวน้อยในวัยเรียนมากๆด้วย

เครื่องปรุง - ส่วนผสม

1. ไข่ไก่ 2 ฟอง
2. หมูสับ หรือ ไก่สับ
3. เห็ดหอม
4. แครอท
5. ต้นหอม
6. พริกไทย
7. ซีอิ๊วขาว
8. น้ำซุปผัก

ลงมือเข้าครัว

1. หั่นแครอทให้เป็นลูกเต๋า จากนั้นนำไปลวกให้นิ่มเล็กน้อย ส่วนเห็ดหอมก็หั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ
2. ตั้งน้ำให้เดือด ก่อนที่จะหันมาปรุงส่วนผสมของไข่ตุ๋น โดยเริ่มจากการตอกไข่ใส่ชาม คนให้ไข่แตก แต่อย่าคนจนเกิดฟองมากเกินไป มิเช่นนนั้นจะทำให้หน้าไข่ตุ๋นของเรากลายเป็นผิวดวงจันทร์ได้
3. จากนั้นใส่แครอทลวก เห็ดหอม เนื้อหมูสับ หรือไก่สับ ตามด้วยน้ำซุปผักเพื่อเพิ่มความหวาน ตามด้วยซีอิ๊วขาว และต้อนหอมซอย
4. นำตะแกรงที่ใช้สำหรับหม้อนึ่งวางลงไป จากนั้น ยกชามไข่ตุ๋นที่ปรุงรสเรียบร้อยแล้วตามลงไป ปิดฝา จากนั้นก็หรี่ไฟให้เบา ประมาณ 15 นาที
5. เช็คว่าด้านในสุกหรือยัง โดยการใช้ไม้จิ้มฟัน จิ้มลงไป ถ้าไม่มีเนื้อไข่ติดขึ้นมากับไม้ แสดงว่าสุกพร้อมเสิร์ฟค่ะ

เท่านี้เราก็จะได้ “ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง” อาหารเช้า ที่มีคุณค่าสำหรับคุณหนูแล้วล่ะคะ...


สูตรปอเี๊ปี๊ยะทอด





ปอเปี๊ยะทอด
ปอเปี๊ยะทอด เป็นอาหาร ‘จานโปรด’
ถือเป็นเป็นอาหารว่างที่ทำง่าย ไมยุ่งยากเหมาะสำหรับคนในยุคประจุบันที่เร่งด่วนที่ต้องรีบไม่มีเวลาว่าง
ก่อนอื่นก็ต้องไปเตรียมเครื่องปรุงและส่วนผสมกันก่อนค่ะ

เครื่องปรุง-ส่วนผสม

ปอเปี๊ยะ
1. แป้งปอเปี๊ยะ หรือ แป้งสายไหม นั่นเอง หาซื้อได้ตามตลาดสดทั่วไป
2. ไก่สับ
3. วุ้นเส้น
4. กระหล่ำปลี
5. เห็ดหูหนู
6. กระเทียม
7. ซีอิ๊วขาว
8. น้ำตาลทราย
9. แตงกวา
10. ผักกาดหอม

น้ำจิ้มบ๊วย
1. น้ำส้มสายชู
2. น้ำตาล
3. น้ำบ๊วยดอง
4. พริกขี้หนู

ลงมือเข้าครัว
1. เริ่มจากการ หั่นกระหล่ำปลี เห็นหูหนู เป็นเส้นฝอยพักไว้ ส่วนกระเทียมนำมาสับพักไว้เช่นกัน
2. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันเล็กน้อย จากนั้นใส่กระเทียมสับ ผัดให้หอม ตามด้วยไก่สับ เมื่อไก่เริ่มสุก จึงตามด้วยกะหล่ำปลี เห็ดหูหนู และวุ้นเส้น ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและน้ำตาลทรายเล็กน้อย ชิมรสอีกครั้ง ก่อนตักขึ้นพักไว้
3. นำแป้งปอเปี๊ยะมาแยกออกให้เป็นแผ่น จากนั้นนำไส้ที่ผัดไว้วางลงไป แต่อย่ามากจนเกินไป เดี๋ยวม้วนแล้วจะแตก ในการม้วนนั้นให้วางไส้ที่ริมแป้งด้านที่ติดกับตัวเรา ก่อนที่จะม้วนขึ้นไปเล็กน้อย จากนั้นพับขอบทั้งสองข้างเข้าหากัน แล้วจึงม้วนขึ้นไปจนสุด และถ้ากลัวว่าระหว่างการทอด แป้งจะดีดตัวออก ให้ใช้มือแตะน้ำเล็กน้อย ทาลงไปบริเวณปลายสุดของแป้ง ก่อนที่จะม้วนไปให้สุด
4. จากนั้นก็นำไปทอด ด้วยไฟปานกลาง จนเหลืองกรอบ ตักขึ้นใส่จาน โดยนำผักกาดหอมวางรองด้านล่าง และหั่นแตงกวาเป็นท่อนวางด้านข้างเป็นเครื่องเคียง

น้ำจิ้มบ๊วย
1. นำน้ำส้มสายชู และน้ำตาล ตั้งไฟให้ละลาย ตามด้วยน้ำของบ๊วยดอง ชิมรสให้มีรสเปรี้ยวนำ ตามด้วยรสหวาน และเค็ม
2. นำพริกขี้หนู 1 เม็ด มาลอกเอาเม็ดตรงแกนกลางออก ก่อนที่จะไปตำให้ละเอียด ใส่ลงไปในน้ำจิ้มเล็กน้อย เพื่อเพิ่มสีสัน

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551

ขนมจีนน้ำเงี้ยว


    ส่วนผสม

    • ขนมจีน 30 จับ
    • ซี่โครงหมู 300 กรัม
    • เลือดหมูหั่นชิ้นเล็ก 500 กรัม
    • หมูสับ 500 กรัม
    • มะเขือเทศ 500 กรัม
    • เกลือป่น 30 กรัม
    • น้ำมัน 50 กรัม
    • ดอกเงี้ยว 50 กรัม

    ส่วนผสมเครื่องเคียง

    • ผักกาดดองหั่นฝอย 300 กรัม
    • ถั่วงอก 300 กรัม
    • ต้นหอม + ผักชีซอยละเอียด 50 กรัม
    • มะนาว 5 ลูก
    • กระเทียมเจียว 50 กรัม
    • พริกขี้หนูแห้งทอด 60 กรัม

    ส่วนผสมเครื่องแกง

    • พริกแห้งแกะเมล็ด 7 เม็ด
    • รากผักชีหั่นฝอย 10 กรัม
    • ข่าหั่นละเอียด 30 กรัม
    • ขมิ้นสด 10 กรัม
    • ตะไคร้หั่นละเอียด 30 กรัม
    • หอมแดงเผา 7 หัว
    • กะปิ 1 ช้อนชา

    วิธีทำ

    • โขลกเครื่องแกงทั้งหมดรวมกันให้ละเอียด
    • ล้างซี่โครงหมูให้สะอาด
    • ใส่น้ำมันในกระทะ พอร้อนนำพริกแกงที่โขลกไว้ลงผัดพอหอม
    • ใส่เนื้อหมูสับลงไปผัดให้ทั่วพอสุก ใส่มะเขือเทศ
    • ตั้งหม้อน้ำประมาณ 2.5 ลิตร พอเดือด นำซี่โครงหมูลงต้มใช้ไฟอ่อน เคี่ยวจนซี่โครงหมูเปื่อย ตักเนื้อหมูที่ผัดไว้ลงไปตามด้วยเลือดหมู และปรุงรสด้วยเกลือ
    • รับประทานกับขนมจีน และเครื่องเคียงตามชอบ

ผัดกระเพรา


    ส่วนผสม

    • เนื้อไก่ไม่มีกระดูกหั่นเป็นชิ้น 1 1/2 ถ้วย
    • เนื้อไก่ไม่มีกระดูกหั่นเป็นชิ้น
    • ใบกะเพรา 1/4 ถ้วย
    • พริกชี้ฟ้า 1 - 2 ช้อนโต๊ะ
    • กระเทียมปอกเปลือก 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำปลา 1 - 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำมันพืช 4 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  • สับพริกชี้ฟ้ากับกระเทียมเข้าด้วยกัน
  • ตั้งน้ำมันในกระทะก้นกลม หรือกระทะสำหรับทอด ให้ร้อนจนเกือบควันขึ้น
  • ใส่พริกและกระเทียมสับลงไป ผัดจนกระเทียมเป็นสีน้ำตาลอ่อน
  • เติมเนื้อไก่และผัดไปเรื่อยๆจนไก่สุก
  • เติมน้ำปลา น้ำตาล น้ำมันหอยและผัดต่ออีกสักครู่ เพื่อให้เครื่องปรุงรสเข้ากันดีกับเนื้อไก่
  • เติมใบกะเพราแล้วคลุกแบบเร็วๆในกระทะ นำกระทะออกจากไฟแล้วตักเสิร์ฟทันที

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2551

พายไก่ซอสขาว

พายไก่ซอสขาว


ส่วนผสมแป้งพาย
1.แป้งสาลีเอนกประสงค์ 2 ½ ถ้วย
2.ผงฟู 1 ช้อนช้า
3.น้ำตาลทรายป่น 4 ช้อนชา
4.เนยหรือมาการีน ½ ถ้วย
5.เกลือป่น ½ ถ้วย
6.น้ำเย็นจัด 5 ช้อนโต๊ะ
7.ไข่แดง (สำหรับทาหน้า) 2 ฟอง

ส่วนผสมไส้ไก่
1.ไก่หั่นสี่เหลี่ยมเล็ก รวนสุก 1 ถ้วย
2.มันฝรั่งต้มสุก หั่นสี่เหลี่ยมเล็ก 1 ½ ถ้วย
3.แครอทต้มสุกหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ½ ถ้วย
4.หอมใหญ่หั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ½ ถ้วย
5.น้ำตาลทราย ¼ ถ้วย
6.พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
7.ซอสขาว 1 ส่วน

ส่วนผสมซอสขาว
1.เนย 2 ช้อนโต๊ะ
2.นมสด 1 ถ้วย
3.แป้งข้าวโพด 3 ช้อนโต๊ะ
4.เกลือป่น 2 ช้อนชา

ลงมือเข้าครัว

1. นำแป้ง ผงฟู เกลือ น้ำตาล ผสมให้เข้ากัน แล้วใส่เนยลงในแป้ง ใช้เบลนเดอร์
หรือเครื่องปั่น ตัดแป้งกับเนยจนเข้ากัน ให้ลักษณะเป็นเม็ดละเอียด
2. ใส่น้ำเย็นลงผสม ใช้มือตะล่อมเบาๆ จนเข้ากัน และรวมกันเป็นก้อน พักไว้
3. ตั้งกระทะ ใส่เนย นมสด แป้งข้าวโพด เกลือ คนให้เข้ากัน พอเดือดใส่ส่วนผสม
ของไส้ทุกอย่างลงไป ผัดให้เข้ากัน ตักขึ้นพักให้เย็น
4. นำแป้งที่เตรียมไว้มาคลึงให้บาง นำไปกรุลงในพิมพ์ ใส่ไส้ที่เตรียมไว้ลงไป
คลึงแป้งอีกส่วนให้บาง ตัดเป็นวงกลมปิดหน้าพาย ทาไข่แดงที่หน้าพาย
5. นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 400 องศาฟาเรนไฮต์ นาน 20 นาที จนสุกเหลือง

ไข่สอดไส้




เครื่องปรุง

ไข่ไก่ 40 กรัม
เนื้อหมู 20 กรัม

มะเขือเทศ 20 กรัม
หอมใหญ่ 3 กรัม

น้ำปลา 5 กรัม น้ำตาลมะพร้าว 3 กรัม

วิธีทํา

1.ไข่ล้างเปลือกสะอาดตีให้เข้ากัน

2.เนื้อหมูล้างสับละเอียด

3.มะเขือเทศ หอมใหญ่ ล้างซอยเล็กๆ

4.ตั้งกระทะใส่นํามัน ผัดหมู หอมใหญ่ มะเขือเทศ

ใส่น้ำปลา น้ำตาล นํามันที่เหลือลอกไข่เป็นแผ่นใส่

ไส้ตรงกลางพับริมทั้ง4ด้านเข้าหากัน

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551

กุ้งย่างกับซอส Spicy มายองเนส

กุ้งย่างกับซอส Spicy มายองเนส


เครื่องปรุง

- กุ้งแชบ๊วยใหญ่ 3 ตัว
- น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือ พอประมาณ
- พริกไทย พอประมาณ
- ผักสลัดรวม พอประมาณ
- มะนาวเหลือง 1 ลูก

เครื่องปรุงซอส

- มายองเนส 1/2 ถ้วย
- ซอสพริก 2 ช้อนโต๊ะ
- หอมใหญ่สับ 1 ช้อนโต๊ะ
- ผักกาดดองเค็มสับ 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือ พอประมาณ
- พริกไทย พอประมาณ
- น้ำมะนาว พอประมาณ
- ทาบัสโก้ พอประมาณ
- พริกป่น พอประมาณ
- ผงกระเทียม พอประมาณ
- ปาปริก้าป่น พอประมาณ

วิธีทำ

1.ในชามผสม นำกุ้งผสมกับน้ำมันมะกอก เกลือ พริกไทย แล้วนำ
ไปย่างให้สุก
2.ในชามผสมใส่มายองเนส ซอสพริก หอมใหญ่สับ ผักกาดดอง
เค็มสับ ผสมให้เข้ากัน ปรุงรสด้วย เกลือ พริกไทย มะนาว ทาบัสโก้
พริกป่น ผงกระเทียม ปาปริก้า ผสมให้เข้ากัน ชิมรสออกเปรี้ยว เค็ม
หวาน
3.นำกุ้งที่ย่างเสิร์ฟคู่กับซอส Spicy มายองเนส แต่งจานด้วยผักสลัด
และมะนาวเหลือง

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ทอดมันปลากราย


    ส่วนผสม

    • เนื้อปลากรายขูด 300 กรัม
    • น้ำพริกแกงเผ็ด 3 ช้อนโต๊ะ
    • ใบกะเพรา 1 ถ้วยตวง
    • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำมันสำหรับทอด

    วิธีทำ

    • ผสมเนื้อปลากรายขูดกับน้ำพริกแกงเผ็ดให้เข้ากัน นวดจนเหนียว ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลทราย นวดให้เหนียวอีกครั้ง ใส่ใบกะเพราะ
    • ตั้งกระทะใส่น้ำมันพอร้อน นำทอดมันลงทอดเป็นชิ้นๆจนสุกเหลือง รับประทานคู่กับน้ำจิ้ม

    น้ำจิ้มทอดมัน

    • น้ำจิ้มหวานหรือน้ำจิ้มไก่ 1/2 ถ้วยตวง
    • แตงกวาซอยบางๆ 2 ลูก
    • พริกสดหั่น

แกงจืด


    ส่วนผสม

    • เนื้อไก่ 200 กรัม
    • เนื้อกุ้ง 200 กรัม
    • เต้าหู้ 4 แผ่น
    • โครงไก่ 1 โครง
    • รากผักชี 5 ราก
    • พริกไทย 1 ช.ช.
    • กระเทียม 5 กลีบ
    • เกลือ 1/2 ช.ช.
    • ซีอิ้วขาว 1 ช.ช.
    • แป้งข้าวโพด 2 ช.ต.
    • เห็ดหอม 10 ดอก
    • ต้นหอม 5 ต้น
    • ขึ้นฉ่าย 5 ต้น
    • น้ำ 10 ถ.ต. ( ให้เหลือ 7 ถ.ต. )

    วิธีทำ

    • ต้มโครงไก่กับน้ำสำหรับทำน้ำซุบ
    • สับกุ้งและไก่หมักกับเครื่องปรุงรสและกระเทียม พริกไทย รากผักชี ( โขลกละเอียด )
    • หั่นเต้าหู้เป็นสี่ชิ้นผ่าครึ่งวางส่วนผสมกุ้งสับนำก้านขึ่นฉ่ายลวกมาผูก
    • นำไปต้มในน้ำแกงปรุงรส

กุ้งอบวุ้นเส้น


ส่วนผสม

    • กุ้งนาง 250 กรัม
    • น้ำมันพืช 3 ช.ต.
    • พริกไทย 1 ช.ช.
    • ชงเจียว 1/2 ช.ช.
    • ขิง 3 แว่น
    • กระเทียม 5 กลีบ
    • ขึ้นฉ่าย 3 ต้น
    • วุ้นเส้น 70 กรัม
    • ซอสหอย 3 ช.ต.
    • ซีอิ้วดำ 1/2 ช.ช.
    • ซีอิ้วขาว 1 ช.ต.
    • น้ำมันงา 1 ช.ต.
    • ผงชูรส 1/4 ช.ช.

    วิธีทำ

    • ล้างกุ้งให้สะอาดทำให้เรียบร้อยพักไว้
    • แช่วุ้นเส้นให้นุ่ม
    • น้ำมันพืชใส่หม้อใส่ กระเทียม ขิง โคนต้นขึ่นฉ่าย กุ้ง ชงเจีย พริกไทยลงผัด
    • วุ้นเส้นคลุกกับซอสหอย ซีอิ้วดำ ซีอิ้วขาว น้ำมันงา ผงชูรส และ กุ้งที่ผัด
    • วางมันหมุลงก้นหม้อดินเทส่วนผสมวุ้นเส้นลงในหม้อดินโรยใบขึ่นฉ่ายปิดฝา
    • ตั้งไฟอ่อนๆประมาณ 10 นาทีหรือจนสุก เสิร์ฟร้อนๆ

แกงมัสมั่น


    ส่วนผสม

    • พริกแห้ง 10 เม็ด
    • หอมแดง 80 กรัม
    • กระเทียม 30 กรัม
    • ข่า 1/2 ช.ช.
    • ตะไคร้ 1 ช.ต.
    • รากผักชี 1 ช.ช.
    • ขิงแก่ 10 กรัม
    • กะปิ 1/4 ช.ช.
    • ลูกผักชีคั่ว 2 ช.ช.
    • ยี่หร่าคั่ว 1 ช.ต.
    • ดอกจันทร์คั่ว 1/2 ช.ช.
    • ลูกจันทร์คั่ว 1/4 ช.ช.
    • กระวานเทศคั่ว 2 ลูก
    • กานพลูคั่ว 5 ดอก
    • อบเชยป่นคั่ว 1 1/2 ช.ช.
    • พริกไทยคั่ว 1 ช.ช.
    • มะพร้าวคั่ว 50 กรัม
    • ถั่วลิสงคั่ว 50 กรัม

    วิธีทำ

    • นำเครื่องเทศข้อ 9 -16 ป่นให้ละเอียด
    • โขลกมะพร้าวคั่ว , ถั่วลิสงคั่วให้เป็นน้ำมันพักไว้
    • โขลกเครื่องแกงข้อ 1 – 8 ให้ละเอียด
    • นำทั้งสองส่วนมาโขลกรวมกันพักไว้

    ส่วนผสมแกงมัสมั่น

    • สะโพกไก่ 10 ชิ้น
    • กะทิ 6-7 ถ.ต. ( มะพร้าว 1 ก.ก. )
    • น้ำมันพืช 1/4 ถ.ต.
    • เครื่องแกงที่เตรียมไว้ 1 ส่วน
    • ใบกระวาน 15 ใบ
    • ลูกกระวานไทย 7 ลูก
    • เกลือแกง 3 ช.ต.
    • น้ำตาลปีบ 250-300 กรัม
    • มะขามเปียก 150 กรัม ( คั้นด้วยน้ำ 1 ถ.ต. + 1/2 ถ.ต. )
    • น้ำปลาดี 2 ช.ต. ( ชิมก่อน )
    • มันฝรั่ง 2 หัว
    • ขิงซอย 1/4 ถ.ต. ( มากน้อยตามชอบ )
    • ถั่วลิสงคั่ว 100 กรัม ( มากน้อยตามชอบ )

    วิธีทำ

    • น้ำมันใส่กระทะตั้งไฟพอร้อนใส่เครื่องแกงลงผัดให้หอม
    • กะทิตั้งไฟให้เดือดยกลง
    • ค่อยๆตักหัวกะทิใส่ลงผัด ใส่ใบกระวาน ลูกกระวานลงผัด
    • ตักเครื่องที่ผัดลงในหม้อกะทิพอเดือด มะพร้าวโขลก ,คั่วลิสงโขลก ใส่ไก่
    • ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล น้ำปลา น้ำมะขามเปียก อย่างละครึ่งส่วน
    • ใส่มันฝรั่งปิดฝาพอมันสุกใส่ขิงซอย ถั่วคั่ว
    • ใส่เครื่องปรุงรสที่เหลือ ชิมรสตามชอบ
    • ตั้งเคี่ยวไฟอ่อนๆประมาณ 30 นาที ปิดไฟ

แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย


    ส่วนผสม

    • พริกชี้ฟ้าเขียว 2 เม็ด
    • พริกขี้หนูสวน 10 กรัม
    • พริกเหลือง 1 เม็ด
    • หอมแดง 15 กรัม
    • กระเทียม 20 กรัม
    • ข่า 3 แว่น
    • ตะไคร้ 1 ช.ต.
    • ผิวมะกรูด 1/2 ช.ช.
    • รากผักชี 1 ต้น
    • ลูกผักชี 1/2 ช.ช.
    • ยี่หร่า 1/4 ช.ช.
    • พริกไทย 1/4 ช.ช.
    • กะปิ 1/2 ช.ช.
    • เกลือแกง 1 ช.ช.

    วิธีทำ

    • นำเครื่องทั้งหมดมาโขลกรวมกันให้ละเอียดพักไว้

    ส่วนผสมแกง

    • เนื้อปลาขูด 500 กรัม
    • เครื่องแกงที่โขลกละเอียด
    • มะพร้าว 500 กรัม
    • มะเขือเปราะ 10 ผล
    • ใบโหระพา 1/2 ถ.ต.
    • พริกแดงหั่น 2 เม็ด
    • ใบมะกรูด 4 ใบ
    • กระชายหั่นฝอย 1/4 ถ.ต.
    • น้ำมันพืช 3 ช.ต.

    วิธีทำ

    • นวดเนื้อปลาให้เหนียวแช่น้ำแข็งพักไว้
    • คั้นมะพร้าวด้วยน้ำ 5 1/2 ถ.ต. ให้ได้น้ำกะทิ 6 ถ.ต.
    • ตั้งกระทะใส่น้ำมันใส่เครื่องที่โขลกลงผัดค่อยๆเติมกะทิ
    • ผัดให้เครื่องสุกหอมใส่ใบมะกรูดฉีกใส่ลูกชิ้นปลา ใส่กระชาย
    • เติมน้ำกะทิทั้งหมดพอเดือดชิมรสถ้าไม่เค็มให้ปรุงรสด้วยน้ำปลา
    • ใส่มะเขือพอเดือด ใส่พริกแดงใส่ ใบโหระพา ยกลง

แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลาอินทรีย์


เครื่องปรุงแกงเขียวหวานลูกชิ้นปลาอินทรี

1.เนื้อปลาอินทรี 2 กิโลกรัม

2.น้ำพริกแกงเขียวหวาน 1/2 กิโลกรัม

3.น้ำกะทิสด 2 กิโลกรัม

4.ไข่ไก่ 2 ฟอง

5.พริกกะเหรี่ยง 3 ช้อนโต๊ะ

6.กระเทียมไทย 2 หัว

7.มะเขือพวง 3 ขีด

8.มะเขือเปราะ 2 ขีด

9.ใบโหระพา 1 ขีด

10.พริกชี้ฟ้า 1 ขีด

11.น้ำตาลโตนด 1 ขีด

12.น้ำปลาอย่างดี 1 ขีด

วิธีทำ

1.ขูดเนื้อปลาอินทรีเอามาโขลกในครกหิน เอาเกลือป่นละลายน้ำแล้วค่อย ๆ
หยอดลงในเนื้อปลาระหว่างโขลก จนเนื้อปลาเหนียวหนึบติดมือให้ตักใส่
กะละมัง ตอกไข่ไก่ใส่ 2 ฟอง แล้วใช้มือตบนวดต่อจนเข้ากัน
2.โขลกพริกกะเหรี่ยงและกระเทียมจนละเอียด จึงเคล้าปนกับน้ำพริกแกง
เขียวหวานให้ทั่ว ตักน้ำพริกแกงที่ได้ใส่กระทะ เติมน้ำหัวกะทิลงไปรวนจน
น้ำกะทิเริ่มแตกมันให้ปั้นเนื้อปลาที่โขลกไว้ใส่ลงรวนกับน้ำกะทิแกง
3.พอเนื้อปลาสุกเติมน้ำกะทิที่เหลือลงไปรวนด้วย เมื่อน้ำกะทิแกงเดือดจัด
ให้ใส่มะเขือพวง ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลโตนดจนได้ที่หั่นมะเขือเปราะ
ใส่ลงไปพร้อมกับใช้ฝาหม้อปิดกระทะให้มิด
4.เมื่อน้ำกะทิเดือดจัดให้เทแกงใส่หม้อ หั่นพริกชี้ฟ้า เด็ดใบโหระพา โรยข้าง
บน ปิดฝาหม้ออบไว้สักพักจึงตักราดกินกับขนมจีนหรือข้าวสวยร้อน ๆ

ปลาทอดราดซอสมะขาม


เครื่องปรุง - ส่วนผสม
1. ปลากะพงแล่เป็นชิ้นบาง ๆ 100 กรัม
2. แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วย
3. เกลือป่น 1 ช้อนชา
4. พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
5. ผักสดตามชอบ
6. น้ำมันสำหรับทอด

ส่วนผสมสำหรับทำซอสมะขาม
1. น้ำมะขามเปียก 200 กรัม
2. น้ำตาลปี๊บ 120 กรัม
3. น้ำตาลทราย 40 กรัม
4. ซีอิ๊วขาว 30 กรัม
5. เกลือป่น 2 กรัม

ลงมือเข้าครัว
1. นำปลากะพงที่แล่เตรียมไว้ ไปคลุกกับพริกไทย เกลือ ก่อนหมักทิ้ง
ไว้ประมาณ 10 นาที
2. ตั้งกระทะให้ร้อน จากนั้นนำปลาที่หมักทิ้งไว้ ไปคลุกแป้งสาลีให้ทั่ว
ก่อนจะนำไปทอดด้วยไฟปานกลาง ให้เนื้อปลามีสีเหลืองทอง
3. ตักปลาใส่จาน พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน
4. เตรียมทำซอสมะขาม โดยนำน้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย
ซีอิ๊วขาว ไปเคี่ยวจนเริ่มเหนียว ชิมรส โดยให้มีรสเปรี้ยวนำ
5. ตักปลาใส่จาน โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว ก่อนที่จะราดด้วยซอส
มะขาม จัดผักเป็นเครื่องเคียงตามชอบ

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ความรู้เรื่องอาหารตามฤดูกาล



อาหารตามฤดูกาล

การที่ประเทศไทยมีฤดูหลายฤดู ทำให้คนไทยคิดปรุงอาหารที่เหมาะสมกับฤดูกาลขึ้น เช่น ในฤดูร้อนคนไทยจะนิยมรับประทานข้าวแช่ คือ ข้าวขัดใส่น้ำลอยดอกไม้ ปัจจุบันจะใส่น้ำแข็งด้วย ทำให้รู้สึกหายร้อน ข้าวแช่รับประทานกับอาหารที่จัดปรุงเป็นพิเศษ มีเนื้อผัดหวาน กะปิทอด หัวผักกาดเค็มผัดหวาน ปลาช่อนแห้งหรือปลายี่สกผัดหวาน พริกหยวกยัดไส้ หอมสอดไส้ รับประทานแนมกับผักสดซึ่งสลักสวยงาม มีแตงกวา กระชาย มะม่วง พริกชี้ฟ้า ต้นหอม ข้าวแช่จะจัดใส่ภาชนะจานเชิงสวยงาม นอกจากมีรสชาติอร่อยแล้ว ยังเหมาะกับดินฟ้าอากาศ
อีกด้วย ระหว่างฤดูฝนซึ่งยาวนานถึง ๖ เดือน คนไทยจะทำอาหารไว้รับประทานในบ้าน ทั้งนี้เนื่องจากฝนตกติดกันนาน ทำให้การเดินทางไปจ่ายของไม่สะดวก จึงนิยมกวนขนม เช่น
ข้าวเหนียวแก้ว กะละแม ข้าวเหนียวแดง หรือมักจะดองผักและผลไม้ไว้รับประทานนานๆ
ฤดูหนาว คนไทยจะรับประทานอาหารที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น เช่น น้ำขิง มันต้มน้ำตาล ไข่หวาน ถั่วเขียวต้มน้ำตาล และเมื่อนั่งผิงไฟแก้ความหนาวก็จะเผามัน เผาเผือก ทำขนมเบื้อง ขนมครก และข้าวเกรียบปากหม้อรับประทานกัน เป็นต้น


อาหารตามเทศกาลและพิธีต่างๆ
คนไทยนิยมจัดอาหารเฉพาะในพิธีการและเทศกาลต่างๆ
หลักฐานจะพบจากหนังสือวรรณคดีหลายเล่ม เช่น
ขุนช้างขุนแผน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน กาพย์ห่อโคลงเห่เรือ เป็นต้น ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นภาพชีวิตในอดีตของคนไทย
อาหารในพิธีต่างๆ เช่น พิธีแต่งงานจะจัดอาหารคาวหวานที่มีชื่อ
หรือลักษณะอาหารที่มีความหมายเป็นมงคล อาหารคาว ได้แก่ ขนมจีน
วุ้นเส้น อาหารหวาน ได้แก่ ฝอยทอง ทองหยิบ ทองเอก ขนมชั้น
ขนมถ้วยฟู และขนมกง เป็นต้น
ประเพณีการทำบุญเนื่องในวันสำคัญทางพุทธศาสนา การจัดสำรับ
เลี้ยงพระเป็นสิ่งที่สำคัญมาก จะต้องจัดเป็นสำรับให้ถูกต้อง ดังตัวอย่างการจัดสำรับอาหารของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์
ในหนังสือแม่ครัวหัวป่า ดังนี้
สำรับคาว มี แกงเผ็ดไก่หรือเนื้อ แกงหองหรือแกงบวน ต้มส้มสับปะรด
หรือมังคุด อาจเติมขนมจีนน้ำยาด้วยก็ได้
สำรับเคียง มี ไส้กรอก หมูแนม ยำยวนหรุ่ม พริกสด ปลาแห้งผัด สับปะรด
หรือแตงโมสิ่งหนึ่ง หมูย่างจิ้มน้ำพริกเผา หมูหวาน เมี่ยงหมู
สำรับหวาน มี ทองหยิบ ฝอยทอง ขนมหม้อแกง ขนมชั้น มะพร้าวแก้ว
ขนมถ้วยชักหน้าสีอัญชัน ขนมเทียนใบตองสด ขนมถ้วยฟู ขนมหันตรา
ลูกชุบชมพู่ มันสีม่วงกวน ข้าวเหนียวแก้วปั้นก้อนเมล็ดแตงติดหน้า วุ้นหวาน
ทำเป็นผลมะปราง ขนมทองดำ ขนมลืมกลืน และลอยแก้วส้มซ่า
อาหารหวานคาวบางชนิดจะทำเฉพาะเทศกาลเท่านั้น เช่น พระราชพิธี
กวนข้าวทิพย์ และข้าวยาคูในวันสารท ขนมกระยาสารทตอนสิ้นเดือน ๑๐ ขนมลาและขนมพองของชาวใต้ในวันสารทเช่นกัน นอกจากนั้นก็ม
ีขนมกะละแม ซึ่งในสมัยโบราณจะกวนเฉพาะตอนเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น

เคล็ดลับการทำอาหารให้อร่อย


เคล็ดลับ การหมักเนื้อเสต็ก ให้นุ่ม... อร่อย

เคยมั๊ยค่ะ เวลาไปสั่งสเต็กทาน แล้วเจอกับเนื้อสเต็ก ที่แข็งเป็นกระดาน
ถึงจะรสชาติดี แต่กลับทาน ไม่อร่อยเอาเสียเลย ทั้งนี้ก็เพราะความอร่อยของ
เนื้อที่ทานจะขึ้นอยู่กับ ความนุ่มกำลังดีของ เนื้อเวลาสัมผัสลิ้นด้วยค่ะ
(ย้ำ..นุ่มกำลังดีนะคะ ไม่ใช่เปื่อยจนยุ่ย )
ทีนี้ถ้าเราไปถาม พ่อค้าร้าน
ของชำ ว่าทำยังไงให้เนื้อนุ่ม เค้าก็อาจจะแนะนำให้เราใช้ ผงทำให้เนื้อเปื่อย
หรือผงเนื้อนุ่ม ซึ่งโดยมากเจ้าผงดังกล่าว ก็คือ โซดาผง ซึ่งทำให้เนื้อสัตว์นุ่ม
ได้จริงๆค่ะ แต่ประสิทธิภาพอาจมีมากกว่านั้น ก็คือทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหาร
และลำไส้ของเรา เปื่อยนุ่มไปด้วยค่ะ (เป็นของแถมที่น่ากลัวมากๆ)

ทีนี้ ถามว่าทำอย่างไรให้เนื้อสเต็กนุ่ม ทานอร่อยแต่ไม่ยุ่ยใช่ม๊า อารัมภบท
อยู่ซะนาน สองนาน ครั้งหน้าถ้าจะทำสเต็ก ถ้าซื้อเนื้อแล้ว (จะเนื้อหมูหรือเนื้อวัว
ก็เอาเถอะนะคะ) ก็อย่าลืมแวะไปหยิบสัปปะรดกลับบ้านด้วย ถ้าขี้เกียจปอกจะเอา
แบบที่เค้าปอกแล้วก็ได้ค่ะ เวลาหมักก็ให้ใส่ น้ำสัปปะรดลงไปในน้ำหมักด้วย
ในสัดส่วน น้ำสับปะรด 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำหนักเนื้อ ประมาณ 1 กิโลกรัมค่ะ หมักทิ้ง
ไว้ประมาณ 5 ชั่วโมง (ใส่กล่องปิดฝาเข้าตู้เย็นช่องธรรมดา) อยากกินของอร่อย
ต้องใจเย็นๆค่ะ ทีนี้ถ้าทำทานไม่หมด ก็ให้ใส่ถุงพลาสติก เรียงเข้าช่องแช่แข็งไว้
เวลาจะใช้ก็ค่อยเอาออกมา


ยำปลาหมึกให้ กรอบ อร่อย ไม่เหม็นคาว
จะยำปลาหมึกให้ กรอบ และไม่เหม็นคาว ก็ต้องเริ่มตั้งแต่ล้างปลาหมึก
ค่ะ ต้องล้างหลายๆน้ำให้ปลาหมึกสะอาดหมดเมือกจริงๆ ค่อยนำไปบั้งและ
หั่นเป็นชิ้นพอคำ เวลาจะลวกก็ให้ใช้น้ำเยอะหน่อย คอยให้น้ำเดือดจัดเห็นเป็น
ฟองปุดๆ ค่อยใส่ปลาหมึกลงไป ตอนใส่ลงไปครั้งแรกอย่าเพิ่มคนนะคะจะทำ
ให้คาวได้ ลวกเดี๋ยวเดียวก็พอนะคะ ปลาหมึกสุกง่าย แถมถ้าสุกนานเกินไป
ก็จะเหนียว ทานไม่อร่อยอีกต่างหาก ใช้กระชอนช้อนให้สะเด็ดน้ำ ค่อยนำไป
ปรุงรสต่อไปค่ะ


น้ำซุปไก่หวานอร่อย
คุณรู้หรือไม่ การที่จะทำแกงจืด หรือก๋วยเตี๋ยวน้ำให้อร่อย เคล็ดลับ
สำคัญอยู่ที่ความหอมหวานของน้ำซุป การต้มน้ำซุปให้มีรสอร่อย ต้องเริ่ม
ที่ความสดของกระดูกซี่โครงไก่ โดยใช้สัดส่วนอยู่ที่ประมาณซี่โครงไก่ 1
กิโลกรัม ต่อน้ำประมาณ 7 - 8 ถ้วยตวง สับซี่โครงเป็นชิ้นใหญ่ๆ ล้างเศษเลือด
และสิ่งสกปรกออก ต้มน้ำให้เดือด ใส่ซี่โครงลงไป รอจนน้ำเริ่มเดือดอีกครั้ง
ให้หรี่ไฟอ่อนๆ แล้วคอยช้อนฟองออก ถ้าน้ำพร่องให้เติมน้ำลงไปบ้าง
เคี่ยวประมาณ 40-50 นาที จะได้น้ำซุปใส หอมหวาน


ข้าวกล้องหุงอย่างไรให้นุ่ม
ข้าวกล้องเป็นข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด เนื่องจากเป็นข้าวที่
ผ่านการกระเทาะเปลือกออกเพียงครั้งเดียว ทำให้จมูกข้าวและรำข้าวซึ่งเป็น
ส่วนที่อุดมไปด้วยวิตามินยังติดอยู่ ข้าวกล้องนั้นจะมีสีน้ำตาลส่วนความเข้มอ่อน
นั้นจะแตกต่างกันไปตามพันธุ์ข้าว พื้นที่ที่ใช้ในการปลูก และกระบวนการผลิต
สาเหตุที่ข้าวกล้องยังได้รับควาามนิยมไม่มากเท่าที่ควรนั้นเนื่องมาจาก เวลาที่
ข้าวกล้องสุกแล้วจะมีความแข็งมากกว่าข้าวขาว เพื่อให้ข้าวกล้องมีความนิ่ม
มากขึ้นจะต้องตวงข้าวกล้องใส่หม้อ แช่น้ำไว้ประมาณ 30 นาที และอัตราส่วน
ในการหุงนั้นต้องใช้ข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำ 3 ส่วน แช่น้ำทิ้งไว้อีกประมาณ 30 นาที
จึงจะนำไปหุงได้ หรืออาจใช้วิธีใส่ข้าวขาวขัดผสมลงไปในอัตราส่วน 1 ต่อ 4
ทั้ง 2 วิธีนี้จะทำให้ข้าวกล้องนุ่มน่ากินมากขึ้น


(หมู) ต้องหมักก่อน ถึงจะอร่อย
เวลาจะนำหมูมาประกอบอาหารประเภทผัด ๆ ทั้งหลาย ให้หมักหมูด้วยซีอิ๊วขาว
(ยิ่งเป็นสูตรหนึ่งได้ยิ่งดี) และพริกไทย ทิ้งไว้สักพักค่อยนำไปผัด หมูจะนุ่มทานอร่อยยิ่งขึ้น


หมูสับแกงจืด ทำอย่างไรให้นุ่มอร่อย
แม่บ้านหลายคนคงเคยประสบกับปัญหา ทำหมูสับใส่แกงจืด
แล้วเนื้อหมูกระด้าง รับประทานไม่อร่อยเลย เคล็ดลับง่ายๆ ในการทำ
หมูสับแกงจืดให้อร่อยคือ ควรใช้เนื้อหมูสามชั้นในการทำหมูสับแกงจืด
ถ้ากลัวอ้วนจะใช้เนื้อส่วนอื่นก็ได้แต่ควรมีส่วนของมันหมูติดเข้าไปบ้าง
แล้วผสมด้วยน้ำซุบซึ่งทิ้งไว้ให้เย็นแล้ว ให้เนื้อหมูมีลักษณะนุ่ม ชุ่มน้ำ
เล็กน้อย เมื่อนำไปทำแกงจืด เนื้อหมูสับก็จะนุ่มอร่อยดังใจ

ประโยชน์ของไข่

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับไข่

ไข่เป็นอาหารที่มีประโยชน์เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันเราเลย
ที่เดียวนะครับ ไข่มีจำหน่ายทั่วไป หาซื้อง่าย ราคาถูก รับประทานได้ทุกชนชั้นวรรณะ
ไข่มีสารอาหารโปรตีนที่สำคัญ มีประโยชน์ต่อร่างกายสูง เหมาะสำหรับเด็ก คนหนุ่ม คนสาวที่อยู่ในวัยเจริญเติบโตและวัยที่ใช้พลังงาน นอกจากนี้ ไข่ยังเหมาะสมกับผู้สูงอายุ
อีกด้วย เพียงแต่ให้รู้ถึงลักษณะของไข่ที่เป็นข้อดีและข้อที่เป็นโทษดังนี้
ไข่นั้นจะแบ่งเป็นไข่ขาวและไข่แดง ในไข่แดงนั้นมีคอเลสเตอรอลค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นไขมัน
ที่ทำให้เส้นเลือดอุดตันได้ ในไข่ขาวไม่มีคอเลสเตอรอลเลย อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุสามารถ
รับประทานไข่ได้ พฤติกรรมการรับประทานไข่มีความสัมพันธ์อย่างสูงต่อการรับประทานอาหาร
เนื้อสัตว์อื่น ๆ ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของคอเลสเตอรอลเช่นกัน ดังนั้นถ้าผู้สูงอายุท่านใดไม่รับประทาน
หมู เป็ด ไก่ เนื้อ ก็สามารถรับประทานไข่ไได้ แต่ถ้ารับประทานเป็นปกติก็ให้ลดไข่เหลืออาทิตย์ละ
ไม่เกิน 3 ฟอง หรือ รับประทานแต่เฉพาะไข่ขาว เป็นต้น

ประโยชน์ของไข่

นักโภชนาการชี้ว่า ไข่เป็นเสมือนสารอาหารที่เข้มข้น หากเปรียบเทียบไข่กับนม นม 1 แก้ว จะให้โปรตีนและวิตามินจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีสารอาหารเข้มข้นกว่าน้ำหวานหรือน้ำอัดลม แต่ไข่จะมีสารอาหารที่เข้มข้นยิ่งกว่านั้นอีกมากมาย เพราะไข่อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นทุกตัว ยกเว้นวิตามินซีและไนอาซีน สารอาหารในไข่ ประกอบด้วย
1 .โปรตีน โปรตีนในไข่เป็นโปรตีนชนิดสมบูรณ์ จึงใช้เป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบกับโปรตีน
ในอาหารชนิดอื่นๆและโปรตีนในไข่ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นซึ่งเป็นโปรตีนพิ้นฐานที่ร่างกาย
ต้องการและไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จึงต้องรับจากอาหาร ในไข่เป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายและนำไปใช้
ประโยชน์ได้ดี ฉะนั้นเด็กและหญิงมีครรภ์จึงควรบริโภคไข่ เพราะโปรตีนจะสร้างเสริมเนื้อเยื่อต่าง ๆ
ในร่างกาย

2. ธาตุเหล็ก เหล็กเป็นธาตุอาหารที่มีในไข่แดงมากเหล็กช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดงและช่วยนำ
ออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้าร่างกายขาดเปล็กจะทำให้เป็นโรคโลหิตจางได้

3.ฟอสฟอรัสและแคลเซียม ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน หากขาดจะทำให้กระดูกและฟันไม่แข็งแรง กระดูกจะผุหรือหักได้ง่าย

4.วิตามินเอ ช่วยบำรุงสุขภาพตา ช่วยให้มองเห็น ปรับสภาพการมองเห็นได้ทั้งในความมือและในที่สว่าง และยังช่วยรักษาสภาพผิวให้สดชื่น ไม่แห้งเหี่ยว ช่วยบำรุงเยื่อบุต่าง ๆ ในร่างกาย และช่วยเสริมสร้างภูมิ
ต้านทานโรค

5.วิตามินบี 2 ช่วยบำรุงผิว บำรุงประสาทนัยน์ตา ลิ้นและริมฝีปาก ป้องกันโรคปากนกกระจอก
นอกจากสารอาหารต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว ไข่ยังมีคาร์โบไฮเดรต ไขมันและน้ำรวมอยู่ด้วย ไข่จึงนับได้ว่า
เป็นอาหารที่ให้คุณค่ามากกว่าขนาดของฟองไข่ และมากกว่าราคาของมันด้วย

เคล็ดลับเรื่องไข่


ต้มไข่ ให้ทานอร่อยและได้คุณค่า
เวลาต้ม ควรใส่ไข่พร้อมกับน้ำ แล้วนำขึ้นต้ม ไม่ควรต้มน้ำจนเดือด
แล้วค่อยใส่ไข่ เวลาต้มควรใช้ไฟอ่อน เมื่อต้มสุกแล้วควรตักไปใช่ในน้ำเย็น
ทันที จะทำให้ได้ไข่ต้มที่นิ่มรับประทานอร่อยอีกทั้งยังย่อยง่ายอีกด้วย


ต้มไข่ ให้ไข่แดงอยู่ตรงกลาง
ถ้าอยากจะต้มไข่ให้ไข่แดงอยู่ตรงกลาง ไม่ยากเลยค่ะ เวลาต้มให้หมั่น
คน เพื่อให้ไข่แดงมีการกลับตัวอยู่เสมอ พอต้มเสร็จผ่าออกมา ไข่แดงอยู่ตรง
กลางแน่นอนค่ะ


ต้มไข่ให้ปอกง่ายๆ
เวลาต้มไข่ หรือทำไข่ต้ม บางครั้งก็ปอกเปลือกไข่ยากเย็นเสียเหลือเกิน
จะทำให้ปอกเปลือกคล่องๆ ง่ายนิดเดียว ขณะต้มไข่ให้ใส่เกลือลงไป ประมาณ
1 ช้อนโต๊ะ / น้ำ 1 ลิตร ก็จะทำให้ปอกเปลือกไข่ได้ง่ายๆ ค่ะ

เจียวไข่ไม่ให้ด้าน
เคยไหมคะ เจียวไข่แล้วไข่ด้านไม่น่าทานเลย ส่วนมากมักเกิดจากคุณแม่บ้านนำไข่ออกจากตู้เย็นแล้วนำมาเจียวเลย แก้ได้ง่าย ๆ ให้ตอกไข่ใส่ชามทิ้งไว้สักพักให้ไข่หายเย็น แล้วค่อยนำไปตีให้ฟูก่อนทอดในกระทะน้ำมันร้อน แค่นี้ไข่ก็ไม่ด้านแล้วค่ะ


ผ่าไข่ต้มอย่างไรให้สวย
ไข่ต้มเป็นอาหารจานไข่ที่มีวิธีทำง่ายแสนง่าย แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ
การผ่านั้นไข่มักแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่หรือไข่เป็ด เราก็มีวิธี
ผ่าให้สวยงามได้โดยใช้เส้นด้ายยาวพอประมาณผูกข้างหนึ่งให้แน่น ใช้มือดึง
ด้ายให้ตึงแล้วผ่าลงที่ผิวไข่ หรืออาจผ่าโดยใช้มีดที่จุ่มลงในน้ำร้อนก็ได้

ต้มไข่ที่ร้าวไม่ให้แตก
ไข่เป็นอาหารที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ เรียกได้ว่ากินไข่ฟอง
เดียวได้สารอาหารครบ 5 หมู่ ทุกครัวเรือนจึงต้องมีไข่ติดบ้านไว้ ไข่มีวิธีปรุงที่
ง่ายแสนง่าย และยังปรุงได้ทั้งอาหารคาว และหวาน ไม่ว่าไข่ไก่หรือไข่เป็ดหาก
ไม่ระมัดระวังในการถือ ไข่อาจจะกระทบกันทำให้เกิดรอยร้าว เมื่อเรานำไปต้ม
ไข่ก็จะทะลักออกตามรอยร้าว ดังนั้นก่อนที่เราจะนำไข่ที่มีรอยร้าวไปต้มให้ใส่
่เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ในน้ำที่จะใช้ต้ม ความเค็มของเกลือจะช่วยปิดรอยร้าว
ของไข่ไม่ให้เนื้อไข่ไหลออกมา ในการต้มไข่ หากต้องการให้ไข่แดงเป็นยาง
มะตูมสวยน่ากินควรใช้เวลาต้มประมาณ 8 นาที